1. กำจัดแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัย (ต้นเหตุหลัก)
นกพิราบจะไม่อยู่ในที่ที่ไม่มีของกินและไม่ปลอดภัย:
- เก็บกวาดขยะและเศษอาหาร: อย่าทิ้งเศษอาหารไว้ตามระเบียงหรือลานบ้าน
- ปิดจุดหลบซ่อน: ใช้ตาข่ายปิดช่องว่างใต้หลังคา หรือซอกหลืบที่นกสามารถเข้าไปทำรังได้
2. ใช้ “หนามไล่นก” (Bird Spikes)
วิธีนี้เป็นที่นิยมและได้ผลดีเยี่ยมสำหรับขอบระเบียงหรือสันหลังคา:
- หลักการ: ติดตั้งหนามพลาสติกหรือสแตนเลสบนที่ที่นกชอบเกาะ นกจะพยายามลงจอดแต่ไม่สามารถทรงตัวได้จนต้องบินหนีไป
- ข้อดี: ไม่เป็นอันตรายต่อนก และติดตั้งครั้งเดียวใช้งานได้ยาวนาน
3. ติดตั้ง “ตาข่ายกันนก” (Bird Netting)
สำหรับบริเวณระเบียงคอนโดหรือลานกว้าง:
- หลักการ: ใช้ตาข่ายเอ็นใสหรือตาข่ายพลาสติกกั้นพื้นที่ทั้งหมด
- ข้อดี: เป็นการป้องกันแบบ 100% ที่นกไม่สามารถบินผ่านเข้ามาได้เลย และตาข่ายเอ็นใสจะมองเห็นยาก ไม่ทำลายทัศนียภาพของบ้าน
4. ใช้ “โมบายสะท้อนแสง” หรือ “แผ่นซีดี”
นกพิราบเกลียดแสงสะท้อนที่วูบวาบ:
- หลักการ: แขวนแผ่นซีดีเก่าหรือโมบายกระจกสะท้อนแสงไว้ในที่ที่มีลมพัด แสงที่สะท้อนเข้าตาจะทำให้นกตกใจและไม่กล้าเข้าใกล้
- เทคนิค: ควรเปลี่ยนตำแหน่งแขวนทุกๆ 1-2 สัปดาห์ เพื่อไม่ให้นกเกิดความคุ้นชิน
5. ใช้ “กลิ่น” ที่นกไม่ชอบ
นกพิราบมีประสาทสัมผัสการดมกลิ่นที่ไวต่อสารบางชนิด:
- เจลไล่นก: มีลักษณะเป็นเจลเหนียวและมีกลิ่นฉุนที่นกเกลียด (เช่น กลิ่นการบูรหรือพริกไทย) เมื่อนกไปเหยียบจะรู้สึกเหนอะหนะและไม่ชอบกลิ่นจนต้องย้ายที่อยู่
- ลูกเหม็น: นำลูกเหม็นไปวางตามซอกที่นกชอบมาทำรัง กลิ่นแรงของลูกเหม็นจะช่วยขับไล่นกได้ในระดับหนึ่ง
6. อุปกรณ์ไล่นกเทคโนโลยีใหม่ (Ultrasonic)
ในปี 2569 มีเครื่องไล่นกที่ปล่อยคลื่นความถี่สูง:
- หลักการ: ปล่อยคลื่นเสียงที่หูมนุษย์ไม่ได้ยินแต่รบกวนโสตประสาทของนก ทำให้พวกมันรู้สึกไม่สบายใจและย้ายไปอยู่ที่อื่น
- ข้อดี: ทันสมัย ไม่ต้องติดตั้งอุปกรณ์ที่มองเห็นชัดเจน
💡 เคล็ดลับเพิ่มเติม: ทำความสะอาดมูลนกเป็นประจำ
มูลนกพิราบมีฟีโรโมนที่ดึงดูดนกตัวเดิมและตัวใหม่ให้กลับมาที่เดิม ดังนั้นเมื่อไล่นกไปแล้ว ต้องล้างทำความสะอาดพื้นที่ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อ เพื่อกำจัดกลิ่นและเชื้อโรค (เช่น เชื้อราที่ทำให้เกิดโรคคริปโตคอกโคส) ให้หมดสิ้น



















